Blog

phanupon-p.blogspot.com
ภาณุภณ พสุชัยสกุล
  1. ในการทำสื่อออนไลน์ ขายสินค้า หรือการสร้างเนื้อหาใน youtube  เว็บไซต์ธรรมนิติเปิดเผยว่า ผู้ประกอบการไทย(ธรรมนิติ, ) ละเมิดลิขสิทธิ์ เพลง ภาพ ซอฟต์แวร์ ในโลกออนไลน์ เพื่อเผยแพร่ จะเป็นเรื่องของการใช้มีเดีย ภาพ เสียง รูปแบบฟ้อนต์ เครื่องมือที่ใช้หรือซอฟต์แวร์

    ปัจจุบันยังพบว่าการละเมิดลิขสิทธ์โดยฉพาะผู้ประกอบการ อิสระ SME ไปจนถึง สถานประกอบการณ์ จะหนักไปทางซอฟต์แวร์ ปี 2560 ระบุว่าประเทศไทยละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ สูง ถึง 66% เป็นอันดับที่ 3 ของเอเซียแปซิฟิก  (thaipublica) ในปี 2560 อัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ฯ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อยู่ที่ 57% คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 16,439 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจาก 61% ในปี 2558

    สำหรับในประเทศไทย อัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ อยู่ที่ 66% ในปี 2560 คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 714 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจาก 69% ในปี 2558 ตัวเลขในประเทศไทยแสดงให้เห็นว่า ในจำนวนคอมพิวเตอร์ 100 เครื่อง มีการติดตั้งซอฟต์แวร์เถื่อน 66 เครื่อง

    ข่าวจากหนังสือพิมพ์(ประชาชาติ)สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ประกาศการประเมินสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทยในฐานะคู่ค้าตามกฎหมายการค้าสหรัฐ มาตรา 301 พิเศษ ให้อยู่ในกลุ่มบัญชีจับตาธรรมดา (Watch List : WL) จากก่อนนี้ที่อยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (Priority Watch List-PWL) เนื่องจากปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ลดลง

    ผลกระทบจากการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์

    1. การจ้างงานจากต่างประเทศ จะมองว่า เป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เพราะผู้ประกอบการไทย ใช้ซอฟต์แวร์ Crack ไม่มีค่าใช้จ่าย เช่นซอฟต์แวร์ออกแบบเขียนแบบ ซอฟต์แวร์ 3D
    2. เมื่อใช้ ซอฟต์แวร์ crack เพื่อปลดล๊อก วันหมดอายุ หรือ เพื่อใส่ ไลเซนต์คีย์ ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการ crack จะนำพาไวรัส หรือ มัลแวร์ เข้ามาสร้างความเสียหายกับข้อมูล เช่น มีการ เข้ารหัสเรียกค่าไถ่ ข้อมูลที่ไม่สามารถเข้าไปใช้งานได้
    3. ต้นทุนจะสูงขึ้น เมื่อถูกจับ และปรับ
    4. เมื่อเป็นประเทศจับตามอง

    ประเมินว่าจากนี้ปัญหาจะลดลงเรื่อย ๆ จากเทรนด์เทคโนโลยีที่เน้นการใช้ซอฟต์แวร์ผ่านระบบคลาวด์ ซึ่งทำให้เจ้าของสิทธิ์ตรวจสอบง่าย ขณะที่ซอฟต์แวร์ในรูปแบบเดิมค่อย ๆ ทยอยหยุดการอัพเกรด

    ข่าวจากหนังสือพิมพ์(ประชาชาติ)“ประเทศจีนการละเมิดลิขสิทธิ์เกือบ 100% แต่พอมาใช้โมบายและคลาวด์ อัตราการละเมิดสิทธิ์ลดลงเร็วกว่าไทยมาก โดยคาดว่าไทยอาจใช้เวลาประมาณ 20 ปี เพราะประเมินว่ากว่าครึ่งของบริษัทในไทยยังมีการละเมิดสิทธิ์ซอฟต์แวร์ และหลายองค์กรยังไม่เปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีคลาวด์ บั่นทอนศักยภาพการแข่งขัน ทั้งที่มีผลวิจัยระบุว่า ถ้า 10% ขององค์กรใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย จะดัน GDP ประเทศเพิ่มได้ 1%”

    ปัญหานี้จะลดลงถ้า

    1.  ทุกคนหันมาใช้โอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ ที่หมายถึง ซอฟต์แวร์เปิดเผย code สามารถนำไปต่อยอดใช้งานได้ เช่น LibreOffice, OpenOffice ด้านกราฟฟิกเช่น GIMP, Inkscap, งาน 3D เช่น Blender ระบบปฏิบัติการเช่น Linux Desktop
    2. ใช้ฟ้อนต์ที่สามารถนำไปใช้งานได้เสรี จาก https://fonts.google.com/ 
    3. เพลงประกอบการใช้งานต่าง ๆ ใชเพลงจาก https://www.youtube.com/audiolibrary/music?nv=1
    4. ภาพประกอบต่าง ๆ ที่อยู่ภายให้ CC หรือ ครีเอทีฟคอมมอน เช่น open clip art http://clipart-library.com/openclipart.html
    5. คลังภาพไืทยจาก โครงการคลังทรัพยากรการศึกษาแบบเปิด https://oer.learn.in.th/





  2. ซอฟต์แวร์ฟรีด้อมเดย์ เป็นวันที่ทั่วโลก เฉลิมฉลอง ให้กับ โลกของซอฟต์แวร์เสรีและโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ เป้าหมายก็คือการให้ความรู้แก่สาธารณชนทั่วโลกเกี่ยวกับประโยชน์ของการใช้ ซอฟต์แวร์เสรีและโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ โดยปีนี้จะจัดพร้อมกัน วันเสาร์ที่ 21 กันยายน หรือเสาร์ของสัปดาห์ที่สามของทุกปี

    วัตถุประสงค์ที่เกิดวันนี้ขึ้น


    • เพื่อนึกถึงคนที่อยู่เบื้องหลังซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส
    • เพื่อส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับซอฟต์แวร์เสรีและสนับสนุนให้มีการใช้มาตรฐานเปิด
    • เพื่อสร้างการเข้าถึงโอกาสที่เท่าเทียมกันจาการใช้เทคโนโลยีแบบมีส่วนร่วม

    ซอฟต์แวร์เสรีคืออะไร?

    ซอฟต์แวร์เสรีเป็นซอฟต์แวร์ที่ให้อิสระแก่ผู้ใช้ในการแบ่งปันศึกษาและแก้ไข เราเรียกว่าซอฟต์แวร์เสรี ซอฟต์แวร์เสรีเป็นทางเลือกใรการเข้าถึงสารสนเทศอย่างเท่าเทียม เพื่อ การเรียนรู้ และแบ่งปันกับคนอื่น 

    องค์กรที่อยู่เบื้องหลัง SFD


    มูลนิธิ Digital freedom ได้ก่อตั้งในปี 2547 เพื่อทำกิจกรรมส่งเสริมซอฟต์แวร์เสรีที่ชื่อว่างานซอฟต์แวร์ฟรีด้อมเดย์ ปัจจุบัน ได้ดำเนินการส่งเสริมกิจกรรม Document Freedom Day 

    เรื่องราวของซอฟต์แวร์ฟรีด้อมเดย์

    ในปัจจุบันชีวิตของเราพึงพาเทคโนโลยีมากขึ้น ทำให้เราต้องพิจารณาถึงผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อชีวิตของมนุษย์ และเพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อ สร้างข้อจำกัดในด้านโอกาสในการสร้างนวัตกรรม และเสรีภาพ

    เทคโนโลยีที่โปรงใสซึ่งหมายถึงซอฟต์แวร์บางตัวที่สามารถเข้าถึงซอร์สโค้ดเช่นซอฟต์แวร์เสรีและโอเพนซอร์ส (FOSS) ทำให้เรามั่นใจได้ว่าสามารถรู้ หรือ ตรวจสอบสิ่งที่ซอฟต์แวร์ทำ เช่น การที่ซอฟต์แวร์ฝังสปายแวร์เอาไว้ แต่ จะไม่สามารถทำได้กับซอฟต์แวร์ระบบเปิด หรือ ที่เรียกว่า โอเพนซอร์ส เพราะจะต้องเปิดเผยซอร์สโค้ดสู่สาธารณะ การที่ซอฟต์แวร์ระบบปิดที่ถือกรรมสิทธิ์จากผู้ผลิตจะทำให้เราไม่สามารถตรวจสอบซอร์สโค๊ดได้เลย

    เมื่อประเทศยากจนกำลังพัฒนาต้องการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร หรือใช้เทคโนโลยี พวกเขาจะต้องมีต้นทุนที่ไม่ต้องละเมิดลิขสิทธิ์ ทางเลือกที่ทำได้อย่างน่าภูมิใจเมื่อชุมชนชาวโอเพนซอร์สจากหลายแห่งทั่วโลก กำลังลงมือสร้างสรรค์ผลงานและแจกจ่ายให้ ชุมชนช่วยกันแก้ไข ดัดแปลง แปลงชุดคำสั่งให้รองรับภาษาท้องถิ่น ตั้งแต่ระบบปฏิบัติการ จน ถึงซอฟต์แวร์แอปพลิเคชั่น สำนักงาน ตลอดจน มาจรฐานเปิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น mp4 pdf .ODT ODP openAI รวมถึงระบบปฏิบัติการ android , ios  Cryptocurrency ที่มีพื้นฐานมาจาก ซอฟต์แวร์ฟรีด้อม และ open Source ทั้งนั้น

    ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ที่เป็นโอเพนซอร์สย่อมที่จะต้อง โอเพนซอร์สต่อไปตามเงื่อนไขระเบียบวิธีที่ตกลงกัน



  3. โลกของเราต้องรับมือกับ Deepfake การสร้างภาพปลอมหรือวิดีโอปลอมที่ทำได้เหมือนจริงมากๆ

    [1]Deepfake เป็นงานวิจัยหนึ่งชื่อ computer Vision ในสาขา วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ โดยพื้นฐานนั้นมาจากการนำเอาปัญญาประดิษฐ์มาประมวลผลภาพด้วยคอมพิวเตอร์ โดยนำภาพจากวีดีโอ แยกออกมาเป็นเฟรม แล้ว จากนั้นให้ปัญญาประดิษฐ์ นำเอาภาพที่มีความคล้ายคลึงกันในแต่ละอริยบท มาทำการ ทดแทนลงไป โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะสั่งเคราะห์รูปร่างของปากให้ตรงกับเสียง เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้ การตัดต่อเสียงและมีภาพประกอบมีความสมจริงมากขึ้น

    [1]Deepfake เกิดขึ้นเมื่อประมาณปลายปี 2560 โดยผู้ที่ใช้ reddit เป็น Social Media เขาใช้นามแฝงว่า Deepfakes  ได้ออกมาเปิดเผยว่าเขาได้ทำการเผยแพร่วิดีโอที่เกี่ยวข้องกับใบหน้าของ คนดัง ที่ถูกเปลี่ยนไปเป็นร่างของนักแสดงหญิง ในวีดีโอลามก และก็มีวีดีโอ หลายเรื่องที่เขาใช้ใบหน้าของนิโคลัสเครส มาตัดต่อลงในวีดีโอของเขา

    ในทางการเมือง อาจถูกนำมาใช้เพื่อบิดเบือนความจริง โดยอาจจะทำการตัดต่อเสียงพูดและให้คอมพิวเตอร์วิเคราะห์ใบหน้าและปากให้ตรงกับ เสียงพูดใหม่ที่ตัดต่อมาแล้ว

    [2]หน่วยวิจัยขั้นสูงกระทรวงกลาโหมของโซเวียต(DARPA)ไม่นิ่งนอนใจ ในเรื่องนี้ออกมารับเป็นเจ้าภาพในเรื่อง ที่จะสร้างเครื่องมือตรวจจับ Deepfake แล้วทำการควบคุมเพื่อไม่ให้ ข่าวปลอม ที่สร้างจาก Deepfake นั้นถูกเผยแพร่ ออกไป


    ในประเทศไทยเอง เห็นมีรายงานข่างว่า รัฐมนตรี กระทรวง DE จะเอาจริงเอาจังกับเรื่องของข่าวปลอม ซึ่งปัจจุบันข่าวปลอมในบ้านเรามักจะเอามาจากข่าวจริงนิดหนึงแล้วบิดเบือน หรือ มาจากการปล่อยข่าว หรือ มีคลิปเสียงออกมาแค่นั้น ยังไม่ค่อยมีการนำวิธีการนี้มาใช้

    แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงเพราะเครื่องมือที่นำมาใช้เป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สซึ่งจะไม่ขอบอกว่าเป็นซอฟต์แวร์อะไร หากมีใครเอามาสร้างข่าวปลอม กระทรวง DE จะรับมือเรืองนี้อย่างไร ต่อไปนี้ ข่าวปลอมคงไม่ใช่แค่ทำเว็บ หรือ ตัดต่อภาพนิ่งอย่างเดียวอีกต่อไป

    อ้างอิง
     [1] https://en.wikipedia.org/wiki/Deepfake
    [2] https://www.nextgov.com/emerging-tech/2019/08/darpa-taking-deepfake-problem/158980/


  4. จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อโลกในอนาคตอันใกล้นี้มนุษย์จะสามารถถอดรหัสคลื่นสมองออกมาเป็นข้อความได้
    ข่าวนี้ถูกเปิดเผย มาจาก Facebook ว่า Facebook เองนั้นกำลัง มีโครงการทดลองพิมพ์ข้อความ จากสมอง โดยที่ไม่ต้องทำการผ่าตัดแต่อย่างใด

    Facebook ได้ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยหลายแห่งในความพยายามที่จะ วิจัยเรื่องนี้ หนึ่งในนั้นก็คือ University of California. Facebook ได้ทำการร่วมวิจัยเพื่อศึกษาว่าขั้วไฟฟ้าที่อยู่ในสมองสามารถช่วยให้เราเรียนรู้และถอดรหัสคำพูดจากคลื่นสมองแบบ real time หรือไม่

    ทุนการศึกษาที่เปิดเผยมาเมื่อวันที่ 27 กรกฏาคมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่านักวิจัยสามารถ เห็นได้ทันทีเป็นข้อความบนหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นวลีของผู้เข้าร่วมวิจัยด้วยการดูกิจกรรมของสมองชุดของคำตอบในการตอบคำถามที่กำหนดเอาไว้ เพื่อศึกษาผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชัก 3 คนด้วยการ สมัครใจ

    Facebook เปิดเผยว่าถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลาอันยาวนานที่จะศึกษาในเรื่องนี้ ถ้าหากว่าประสบความสำเร็จมันก็จะช่วยทำให้มนุษย์สามารถสื่อสารได้จากสมองเพื่อบอกไปยังสังคมว่าเกิดอะไรขึ้น
    สัญญาณของสมองนั้นที่ได้ออกมาเป็นกุญแจสำคัญสำหรับ ช่วยเหลือ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคลมชักส่งข้อความ ซึ่งอาจจะสำเร็จภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

    Mark chevillet หัวหน้านักวิจัยของ Facebook Reality Labs กล่าวถึงในการวิจัยเรื่อง Brain computer Interface ได้บอกกับผู้สื่อข่าว CNN Business ว่าการวิจัยในครั้งนี้อาจจะใช้เวลานานกว่า 10 ปี
    จุดเริ่มต้นของโครงการนี้

    ครั้งหนึ่งเมื่อปี 2017 ในงาน F8 ซึ่งเป็นงานสำหรับการประชุมวิชาการของนักพัฒนา Facebook ได้ วาดภาพอุปกรณ์ประหลาดชนิดหนึ่งที่จะรับสัญญาณจากสมองและสามารถพิมพ์ข้อความได้ 100 คําต่อนาที
    อุปกรณ์ดังกล่าวยังเป็น หนทางอีกยาวไกลสำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่จะทำการเชื่อมต่อ สมองเข้ากับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเราเรียกคนกลุ่มนี้ว่า Brain computer Interface

    จากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่ค่อยมีใครพูดถึงเกี่ยวกับงานวิจัยของ Facebook แต่ในความเป็นจริงแล้วหลังจากที่พูดบนเวทีจากนั้นอีกหกเดือน Regina Dugan หัวหน้าฝ่ายฮาร์ดแวร์ลับของ Facebook ก็ได้รับงานชิ้นนี้ลงไปในห้องปฏิบัติการของเขาแล้วที่ตะต้องทำให้สำเร็จ

    และเมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา Mark Zuckerberg CEO ของ Facebook ได้กล่าวถึงที่ harvard ว่า เขากำลังจะมีการปรับเปลี่ยนแพลตฟอร์มและการคำนวณบางอย่างให้มีความสัมคัญกับผู้คนมากขึ้น
    การฝัง Electrodes บนสมองของผู้ป่วย

    การวิจัยในครั้งนี้ ดูหนังออนไลน์ได้รับอาสาสมัครผู้ป่วย โรคลมชักที่อยู่ที่โรงพยาบาล 3 คน ด้วยการติดตั้ง เครื่องมือชนิดนี้และ รายการ ยิงคำถามถามผู้ป่วย จากนั้นก็จะติดตามคลื่นสมองโดยใช้หลักการวิเคราะห์ด้วย Machine Learning อัลกอริทึม โดยให้ คอมพิวเตอร์เลือกคำตอบที่เตรียมเอาไว้ 24 คำตอบ
    การแปลสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองออกมาเป็นคำพูดนั้นยาก แต่ถ้าหากว่าประสบความสำเร็จ ผลลัพธ์ที่ได้มันจะทำให้ช่วยผู้คนที่สูญเสียความสามารถในการพูดได้อีกมาก

    แหล่งที่มา CNN-Business July 30, 2019
  5. จาก 1994-1998 จำนวนหลักสูตรปริญญาการศึกษาทางไกลในวิทยาลัยสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นเป็น 72 เปอร์เซ็นต์ ระยะเวลา การศึกษา การลงทะเบียน อัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 7 ต่อปีและประมาณการชี้ให้เห็นว่า บริษัท สหรัฐใช้เวลามากที่สุด ที่ 18 พันล้านดอลลาร์ ในการใช้ ไอที สำหรับการศึกษาออนไลน์ในปี

    2009-2010 จำนวนนักเรียนที่ใช้เวลาในการ เรียนออนไลน์ที่ขยายตัวร้อยละ 10  เมื่อสี่ปีที่แล้ว 14 เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนระดับอุดมศึกษาทั้งหมดได้รับปริญญาออนไลน์เพียงอย่างเดียว  แนวโน้มและจำนวนการลงทะเบียนออนไลน์เหล่านี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้น เมื่อวิทยาลัยและภาคธุรกิจขยายการใช้อีเลิร์นนิง ดังนั้นจึงมีความสำคัญมาก

    ในการหาวิธีที่ประหยัดต้นทุนในการการเรียนการสอนและการฝึกอบรมที่จะตอบสนองความต้องการของนักเรียนและธุรกิจ อย่างไรก็ตามมีการตั้งคำถามบางอย่างเกี่ยวกับคุณภาพของการศึกษาออนไลน์ ธุรกิจและอาจารย์วิทยาลัยรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับการเปลี่ยนจากหลักสูตรปริญญาตรีเป็นหลักสูตรออนไลน์ และด้วยโอกาสที่เพิ่มขึ้นในการรับปริญญาออนไลน์และโปรแกรมที่ปรับปรุงแล้วโปรแกรมออนไลน์ดูเหมือนกับโปรแกรมดั้งเดิมเมื่อพยายามหางานหรือไม่

    ลองพิจารณาเหตุผลต่อไปนี้ที่นายจ้างระบุว่าทำไมพวกเขาถึงไม่ชอบจ้างผู้สมัครที่มีปริญญาออนไลน์


    • ลดปฏิสัมพันธ์แบบตัวต่อตัวระหว่างนักเรียนและอาจารย์
    • ศักยภาพในการทุจริตทางวิชาการ
    • ความถูกต้องตามกฎหมายของประกาศนียบัตร
    • ความกังวลเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของนักเรียนหากพวกเขาไม่ได้เข้าเรียนที่วิทยาลัยในสถานที่จริง
    • ขาดความเข้มงวดของโปรแกรม

    เหตุผลทั่วไปที่นายจ้างระบุว่าทำไมพวกเขาถึงจ้างผู้สมัครที่มีปริญญาออนไลน์นั้นมีความหลากหลาย
    • ชื่อเสียงของสถาบันที่ให้ปริญญา
    • ระดับและประเภทของหนังสือรับรองที่เหมาะสม
    • นักเรียนออนไลน์มีการรับรู้ว่ามีวินัยในตนเองและกำกับตนเอง
    • ทักษะการจัดการเวลาที่ดี
    • ประสบการณ์การทำงานที่เกี่ยวข้อง
    • หากผู้สมัครเป็นพนักงานอยู่แล้ว
    • จำนวนนักเรียนที่เข้าชั้นเรียนออนไลน์
    • การรับรู้ทางวิชาการของโปรแกรมออนไลน์

    ในสภาพแวดล้อมทางวิชาการโปรแกรมการเรียนทางไกลโดยทั่วไปจะให้บริการประชากรนอกวิทยาเขต หลักสูตรเหล่านี้นำเสนอการเข้าถึงให้กับนักเรียนที่ไม่สามารถเข้าร่วมหลักสูตรแบบดั้งเดิมเนื่องจากเหตุผลเช่นการจ้างงานตามข้อผูกพันในครอบครัวระยะทางและค่าใช้จ่าย[6] ลองดูการรับรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการศึกษาออนไลน์ นักเรียนออนไลน์เจ็ดสิบสามเปอร์เซ็นต์กล่าวว่าเป้าหมายด้านอาชีพและการจ้างงานเป็นแรงจูงใจที่สำคัญสำหรับการเข้าชั้นเรียนออนไลน์ ร้อยละสามสิบห้าของนักเรียนที่เรียนหลักสูตรกำลังเปลี่ยนงานโดยร้อยละ 30 ของกลุ่มสมัครเรียนเพื่อรับข้อมูลประจำตัวบางประเภทในสาขาการทำงานปัจจุบันของพวกเขา[8]. ศิษย์เก่าวิทยาลัยเจ็ดสิบหกเปอร์เซ็นต์คิดว่าการศึกษาออนไลน์ดีกว่าหรือเท่ากับการศึกษาในมหาวิทยาลัยและนายจ้างห้าเปอร์เซ็นต์เห็นด้วย เจ็ดสิบสามเปอร์เซ็นต์ของโรงเรียนกล่าวว่าพวกเขาได้รับการเสนอโปรแกรมการศึกษาออนไลน์ใหม่เป็นโอกาสในการเติบโตที่จะเพิ่มการลงทะเบียนเรียนโดยรวม[8] นอกจากนี้ร้อยละ 99 ของผู้บริหารโปรแกรมการศึกษาออนไลน์ยืนยันว่ามีความต้องการเพิ่มขึ้นหรืออยู่เหมือนกันในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่มีร้อยละ 40 ของผู้ตอบแบบสำรวจบอกว่าพวกเขาได้รับการเพิ่มงบประมาณการเรียนการสอนออนไลน์ของพวกเขาสำหรับปีถัดไป[8]

    ทัศนคติของผู้สอนและสถาบันดูเหมือนจะส่งผลต่อความสำเร็จและคุณภาพของโปรแกรมออนไลน์ ในปี 2006 เนย์และ Newvine รายงานในการศึกษาเปรียบเทียบทัศนคติของอาจารย์ผู้สอนเกี่ยวกับการศึกษาทางไกลอาจารย์ก็เต็มใจที่จะสอนเรียนออนไลน์ แต่รู้สึกว่ามีคุณภาพต่ำกว่าการเรียนแบบดั้งเดิมสอนในมหาวิทยาลัย[9] คณะอาจจะลังเลที่จะย้ายไปศึกษาออนไลน์เพราะกลัวการเปลี่ยนแปลงความกังวลเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยีปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นและความสงสัยทั่วไปเกี่ยวกับผลงานของนักเรียน[10] ผู้สอนที่ชื่นชอบการเรียนรู้ออนไลน์นั้นเป็นคนที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีมาก[9]. การวิจัยเพิ่มเติมแสดงให้เห็นว่าร้อยละ 70 ของอาจารย์ออนไลน์ที่สำรวจทั่วสหรัฐอเมริกาเชื่อว่าผลลัพธ์การเรียนรู้สำหรับนักเรียนในชั้นเรียนออนไลน์นั้นด้อยกว่าผลลัพธ์ที่ได้รับจากนักเรียนในชั้นเรียนแบบดั้งเดิมและ 26 เปอร์เซ็นต์ของคณะและ 67 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริหาร ที่ผลการเรียนรู้ในหลักสูตรออนไลน์เท่ากับน้อยที่จะเผชิญเพื่อใบหน้าหลักสูตร[10] แม้จะมีบางส่วนของเหล่าคณาจารย์ทัศนคติเชิงลบอัตราการเติบโตของการเรียนออนไลน์ได้เกินการลงทะเบียนแบบดั้งเดิมที่มีจำนวนนักเรียนออนไลน์ลงทะเบียนเรียนในโปรแกรมออนไลน์ที่สิบสี่เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดที่ลงทะเบียนเรียนที่วิทยาลัยทั้งหมด[11]

    ในปี 2546 หัวหน้าฝ่ายวิชาการจัดอันดับผลการเรียนรู้ออนไลน์เมื่อเทียบกับหลักสูตรแบบตัวต่อตัวที่ 57 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2013 อัตราการเพิ่มขึ้นถึงประมาณร้อยละ 74 [11] เจ้าหน้าที่วิชาการรู้สึกว่าคณาจารย์ยอมรับคุณภาพของโปรแกรมออนไลน์ที่ร้อยละ 60 ในทางตรงกันข้ามเพียงร้อยละ 11 ของเจ้าหน้าที่วิชาการในสถาบันที่มีขนาดเล็กหรือไม่มีโปรแกรมการเรียนทางไกลรู้สึกคณะของพวกเขายอมรับความชอบธรรมของการศึกษาออนไลน์[11]

    โรงเรียนที่มีการลงทะเบียนการศึกษาทางไกลเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับคุณภาพของโปรแกรม เมื่อผู้นำสถาบันถูกถามว่าทัศนคติของอาจารย์นำเสนออุปสรรคต่อการเติบโตของโปรแกรมหรือไม่หนึ่งในสามเห็นด้วยว่า ในการศึกษาระดับชาติที่ตีพิมพ์ในปี 2004 Adams และ DeFleur พบว่าคณบดีเจ็ดเปอร์เซ็นต์ที่รับผิดชอบในการสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษานั้นไม่เต็มใจที่จะรับนักเรียนที่จบปริญญาตรีทางออนไลน์ ในการศึกษาอื่นที่เกี่ยวข้องในระดับ Likert ถูกใช้ในการตรวจสอบว่าผู้สมัครคณะมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะได้รับการว่าจ้างถ้าพวกเขามีการศึกษาระดับปริญญาเอกออนไลน์แบบเต็มเวลาติดตามการดำรงตำแหน่งของตำแหน่ง[12] ผลการวิจัยสรุปว่าผู้สมัครระดับปริญญามีแนวโน้มที่จะได้รับการว่าจ้าง

    การรับรู้ขององค์กรของโปรแกรมออนไลน์
    การสลับเปลี่ยนเกียร์เพื่อโลกธุรกิจในอุตสาหกรรมยาร้อยละ 87 ของผู้ตอบแบบสอบถามในการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการชี้ให้เห็นความเชื่อที่ว่ามีความแตกต่างระหว่างปริญญาออนไลน์และแบบดั้งเดิมเมื่อพิจารณาผู้สมัครสำหรับการจ้างงาน[5] ในการวิจัยที่ดำเนินการโดย Adams และ DeFleur ผู้จัดการการจ้างงานแบบหลายสาขามีทางเลือกในการเลือกผู้สมัครตามสมมุติฐานด้วยปริญญาออนไลน์หรือแบบดั้งเดิม ร้อยละเก้าสิบแปดของนายจ้างที่สำรวจต้องการระดับดั้งเดิม[13]. มีการวิจัยน้อยมากเกี่ยวกับการยอมรับปริญญาออนไลน์ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาเพื่อตรวจสอบว่าการรับรู้มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ในปี 2009 การสำรวจของผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ได้ข้อสรุปว่ามีการรับรู้เชิงลบขององศาออนไลน์ นายหน้าบางคนกล่าวหาว่าการประกาศเกียรติคุณของโรงสีออนไลน์นั้นเป็นการสร้างภาพลักษณ์เชิงลบ[6]. มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ที่สำรวจระบุว่าหากผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเท่าเทียมกันสมัครงานก็จะไม่สร้างความแตกต่างหากได้รับปริญญาของผู้สมัครผ่านโปรแกรมออนไลน์หรือดั้งเดิม ร้อยละเจ็ดสิบเก้ากล่าวว่าพวกเขาจ้างผู้สมัครที่มีปริญญาออนไลน์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ร้อยละ 66 ของผู้บริหารเหล่านี้เพิ่มอย่างไรว่าผู้สมัครที่ได้รับองศาออนไลน์ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นในเกณฑ์ดีเป็นผู้สมัครงานที่มีองศาแบบดั้งเดิม[3] รายงานอื่น ๆ แนะนำว่าหากพนักงานทำงานให้กับองค์กรแล้วหรือไม่การเรียนจนจบปริญญาออนไลน์นั้นไม่ได้ดูไม่น่าพอใจ[5]. ในการศึกษาที่แตกต่างพบว่าผู้สมัครงานมีโอกาสน้อยกว่า 22 เปอร์เซ็นต์ที่จะได้รับการติดต่อกลับจากนายจ้างหากพวกเขามีออนไลน์ปริญญาตรีธุรกิจที่แสวงหาผลกำไรที่ระบุไว้ในประวัติย่อของพวกเขามากกว่าถ้าพวกเขาไม่ได้ระบุแบบดั้งเดิมหรือออนไลน์[7] . แท้จริงแล้วคำตอบที่หลากหลายในสถาบันการศึกษาและการจ้างงานขององค์กร

    ตามที่กล่าวไว้ความต้องการใช้โปรแกรมการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับอาชีพออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างมาก วิทยาลัยจะต้องเสนอโปรแกรมใหม่ที่เพิ่มการลงทะเบียนและตอบสนองความต้องการทางธุรกิจ แม้ว่าคณะบริหารธุรกิจและวิทยาลัยเชื่อว่าคณะรับรู้การศึกษาออนไลน์ในเชิงบวกตัวเลขยังคงหมายถึงการยกย่องว่ามีคุณภาพไม่สูงเท่ากับหลักสูตรแบบตัวต่อตัว นอกจากนี้ยังเป็นที่น่าสนใจว่าโรงเรียนที่มีโปรแกรมที่ประสบความสำเร็จและมีขนาดใหญ่มองว่ามีคุณภาพสูงกว่าโรงเรียนที่มีขนาดเล็กหรือไม่มีโปรแกรมออนไลน์[11]. เนื่องจากงบประมาณและเงินทุนการศึกษาหมดลงความขัดแย้งระหว่างความจำเป็นในการขยายการเขียนโปรแกรมออนไลน์เพื่อเพิ่มการลงทะเบียนและเพิ่มความพร้อมของหลักสูตรเมื่อเทียบกับโปรแกรมที่ลดลงเนื่องจากการรับรู้ว่าโปรแกรมออนไลน์มีคุณภาพและคุณค่าน้อยกว่า พยายามจัดลำดับความสำคัญใหม่ แม้ว่าวิทยาลัยได้ระบุการเรียนรู้ออนไลน์เป็นความจำเป็นในเชิงกลยุทธ์และสถิติพิสูจน์ว่าการเติบโตที่เกิดขึ้นแม้ว่าการลงทะเบียนโปรแกรมแบบดั้งเดิมจะลดลงวิทยาลัยได้กระทำการวางแผนน้อยที่สุดเท่าที่พวกเขาใช้โปรแกรมออนไลน์[14] การวิจัยที่ จำกัด ในช่วงสิบห้าปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่ามีเพียงประมาณร้อยละ 30 ของวิทยาลัยที่ได้ทำการวางแผนอย่างเป็นทางการสำหรับโปรแกรมออนไลน์[3]. หลักสูตรออนไลน์ได้รับการสอนมานานหลายทศวรรษ แต่มีการศึกษาเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการใช้งานโปรแกรมออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จ ด้วยการระบุโดยการบริหารที่คณะการรับรู้ของคุณภาพออนไลน์เป็นอุปสรรคการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมก็จะต้องเกิดขึ้น สถาบันจะต้องจัดโปรแกรมการฝึกอบรมและมีส่วนร่วมกับคณาจารย์ออนไลน์ในงบประมาณเชิงกลยุทธ์และการวางแผนหลักสูตรซึ่งจะเปลี่ยนการรับรู้เกี่ยวกับคุณภาพและคุณค่าที่หลักสูตรออนไลน์สามารถให้ได้

    การสอนออนไลน์กำหนดความท้าทายบางประการสำหรับการบริหารและคณะ การออกแบบและพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ต้องทำงานร่วมกันระหว่างหลายกลุ่มของคนที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในพื้นที่ที่แตกต่างกันของการบริหารเทคโนโลยีและการเรียนการสอน[15] ความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพของหลักสูตรออนไลน์อาจขัดขวางไม่ให้อาจารย์ต้องการมีส่วนร่วมในการวางแผนหรือพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ การช่วยเหลือคณะยอมรับวิธีการจัดส่งออนไลน์เป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากสถาบันต่างๆรวมการเรียนรู้ออนไลน์ไว้ในการวางแผนกลยุทธ์และอนาคต ผู้ดูแลระบบจะต้องเข้าใจว่าอาจารย์รับรู้และรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับการสอนออนไลน์เพื่อพัฒนาความคิดริเริ่มคุณภาพออนไลน์[10]. การฝึกอบรมเพื่อให้แน่ใจว่าการส่งมอบนักเรียนที่มีประสิทธิภาพและผลลัพธ์ของโปรแกรมจำเป็นต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับการสอนเทคโนโลยีและการออกแบบ การฝึกอบรมครูผู้สอนเกี่ยวกับวิธีการใช้งานและการใช้เทคโนโลยีในโปรแกรมยังเป็นวิธีที่จะผลักดันการเปลี่ยนแปลงขององค์กรโดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรแกรมเพิ่มเติมย้ายออนไลน์[14] ในฐานะที่เป็นหลักสูตรการเรียนการสอนมากขึ้นมีการออนไลน์คณาจารย์อื่น ๆ จะสอนหลักสูตรออนไลน์[12] การสอนแบบออนไลน์นี้จะลดทัศนคติเชิงลบเกี่ยวกับองศาออนไลน์ในที่สุดเพราะการศึกษาออนไลน์จะกลายเป็นมาตรฐาน รายงานที่จัดทำโดยดอกไม้และ Baltzer ในปี 2006 พบว่าผู้สมัครคณะที่มีองศาออนไลน์มีแนวโน้มที่จะได้รับการพิจารณาโดยผู้ดูแลระบบที่ยังได้รับปริญญาเอกของพวกเขาจากโปรแกรมออนไลน์[12]

    ข้อสรุป
    ดังนั้นคุณภาพของการศึกษาระดับปริญญาออนไลน์ซ้อนกันในโลกธุรกิจได้อย่างไร ปัจจัยหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นประเภทของอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการร้านขายยาได้ระบุว่าเมื่อทำการประเมินผู้สมัครมีความแตกต่างกันเล็กน้อยระหว่างคุณภาพของปริญญาออนไลน์หรือดั้งเดิม ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์มีแนวโน้มที่จะเป็นลบและระมัดระวังมากขึ้น หากผู้สมัครทำงานที่ บริษัท แล้วระดับนั้นถือว่าเป็นการพัฒนาทักษะของพวกเขาซึ่งนำไปสู่โอกาสที่ดีกว่าในการได้รับการว่าจ้างหรือเลื่อนตำแหน่ง หากผู้สมัครเป็นผู้สมัครภายนอกระดับดั้งเดิมก็ดูดีกว่า ปัจจัยอีกประการหนึ่งคือหากอุตสาหกรรมเป็นส่วนตัวใหญ่หรือเล็กและไม่หวังผลกำไร ขนาดของกลุ่มผู้สมัครสำหรับแต่ละ บริษัท อาจเป็นสาเหตุที่เป็นไปได้[13] และผู้จัดการการจ้างงานมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะยอมรับการศึกษาระดับปริญญาออนไลน์ถ้าสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงที่ดี[6]

    สถิติและการศึกษาที่มีอยู่แสดงให้เห็นว่าแนวโน้มที่มีต่อการยอมรับปริญญาออนไลน์มีการเปลี่ยนแปลง ระดับของการกำหนดหรือการพัฒนาของอิทธิพลโปรแกรมระยะสิ่งที่ปัญหาและอุปสรรคที่มีการรับรู้โดยคณาจารย์และการบริหาร[16] ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณภาพของหลักสูตรออนไลน์อาจขัดขวางคณะจากการมีส่วนร่วมในการวางแผนการพัฒนาและการสอนหลักสูตรออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเปลี่ยนแปลงการรับรู้คุณภาพ[2]. เทคโนโลยีเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของโปรแกรมออนไลน์และคุณภาพของวิธีการพัฒนาหลักสูตรที่จัดทำโดยอาจารย์ผู้สอน การวิจัยสนับสนุนว่าอาจารย์จะรู้สึกสบายใจเมื่อพวกเขาคุ้นเคยกับเทคโนโลยีและได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับวิธีการสอนออนไลน์ แต่การฝึกอบรมสำหรับอาจารย์ออนไลน์นั้นแตกต่างกันไปตามสถาบันสถานะเต็มเวลาหรือนอกเวลาและตามประเภทโปรแกรม ดูเหมือนว่าจะลงมาสู่โลกแห่งความเคยชินและไม่มีอะไรมากเท่าที่โปรแกรมออนไลน์ดำเนินต่อไป วิทยาลัยที่มีโปรแกรมขนาดใหญ่มองว่าเป็นพื้นที่ที่ควรเติบโตในขณะที่วิทยาลัยที่ต้องดิ้นรนเพื่อการลงทะเบียนและเงินทุนดูการศึกษาออนไลน์เป็นพื้นที่ที่พวกเขาสามารถประหยัดเงินได้ ไม่ต้องคาดเดามากนักว่าถ้าสถาบันไม่มีชื่อเสียงทางออนไลน์ที่แข็งแกร่ง

    การศึกษาออนไลน์ให้นักเรียนที่ไม่ได้อยู่ในวิทยาลัยนักเรียนที่ทำงานหรือไม่เป็นแบบดั้งเดิมโอกาสที่จะได้รับปริญญาและพัฒนาทักษะ มันมีวิธีการเพิ่มการลงทะเบียนวิทยาลัย โปรดจำไว้ว่าร้อยละ 74 ของโรงเรียนบอกว่าพวกเขากำลังเสนอโปรแกรมการศึกษาออนไลน์ใหม่เป็นโอกาสสำหรับการเติบโตเพื่อเพิ่มการลงทะเบียนนักเรียนโดยรวม[8]. การได้รับปริญญาไม่ว่าจะออนไลน์หรือดั้งเดิมเป็นตั๋วสู่ความสำเร็จในอนาคต ผู้สมัครงานไม่จำเป็นต้องเปิดเผยว่าได้รับปริญญาออนไลน์ มีการยอมรับการรับรู้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเมื่อคุณภาพของโปรแกรมดีขึ้น เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นสิ่งจำเป็นก่อนการปฏิบัติงานและเมื่อผู้คนเข้าใจถึงความสำคัญของเทคโนโลยีในสถานที่ทำงานความเป็นจริงของการศึกษาออนไลน์ในฐานะสื่อกลางการฝึกอบรมที่มีอยู่จะอยู่ที่นี่ นอกจากนี้เมื่อผู้สอนวิทยาลัยได้รับการฝึกฝนให้ใช้เทคนิคการเรียนรู้ร่วมกันที่ดีขึ้นสำหรับนักเรียนในโครงการและชื่อเสียงของโปรแกรมเหล่านี้มีการแบ่งปันผู้จัดการฝ่ายการจ้างงานจะพิจารณาโปรแกรมออนไลน์ที่มีสิทธิรับรองอย่างต่อเนื่องเท่ากันและการพิจารณาว่า สิ่งที่ผ่านมา